ส่องผลงาน 60 วัน รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ทำอะไรแล้วบ้าง?

ส่องผลงาน 60 วัน รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ทำอะไรแล้วบ้าง?

รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน สร้างความเชื่อมั่นโชว์ ผลงานรัฐบาล 60 วันแรก เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ปลื้มพลิกโฉมประเทศไทย 

เมื่อเวลา 19.00 น วันที่ 9 พ.ย. 66 นาย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แถลงผ่านรายการพิเศษ “Chance of Possibility จากนโยบายสู่การลงมือทำจริง 60 วัน ภายใต้รัฐบาลนายกเศรษฐา ทวีสิน” ผ่านทางช่อง NBT2HD, NBT11 และทางออนไลน์ Facebook, YouTube หรือ Facebook เศรษฐา ทวีสิน – Srettha Thavisin ระบุว่า 

รัฐบาลได้มีมาตรการเร่งด่วน ระยะสั้นในการลดรายจ่ายให้กับประชาชน คือ ลดค่าไฟจาก 4 บาทกว่า จนล่าสุดเหลือ 3.99 บาท โดยรัฐบาลได้สั่งลด 2 ครั้ง นั่นหมายถึง รัฐบาลจะรีบลงมือทำก่อน ถ้าหากทำได้ก็จะทำให้อีก และปรับลดราคาน้ำมันดีเซลแล้ว และจะเริ่มปรับลดราคาค่าน้ำมันเบนซินในวันที่ 10 พ.ย. 66 รวมทั้งดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือน ลดดอกเบี้ย พักชำระหนี้ให้เกษตรกร 

ส่วนการแก้ปัญหาระยะกลางนั้น รัฐบาลก็มีมาตรการเข้าไปดูแลเรื่องการลดหนี้ของหนี้นอกระบบ ที่กัดกร่อนสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าที่กฎหมายระบุไว้ ทำให้ประชาชนหลุดจากวงโคจรหนี้นอกระบบยาก ถัดไปเป็นการเพิ่มรายได้ รัฐบาลมีแนวทางเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวเกษตรกร เนื่องจาก 40% ของประชากรไทยอยู่ในภาคเกษตรกรรม รัฐบาลจะเข้าไปให้องค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการทำการเกษตร ใช้กลไกการตลาดในการเปิดตลาดใหม่ๆ ไปยังต่างประเทศ เป็นการขยายโอกาส และเพิ่มความต้องการผลผลิต ซึ่งจะทำให้ราคาของพืชผลสูงขึ้น นำไปสู่รายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน 

ส่วนในภาคการท่องเที่ยว ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเพิ่มรายได้ รัฐบาลได้ให้วีซ่าฟรีกับชาวจีน ไต้หวัน และอินเดีย รวมถึงคาซัคสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่มีรายได้ และกำลังซื้อสูง จากข้อมูลพบว่ามีนักท่องเที่ยวจากคาซัคสถานเดินทางมาพักผ่อนที่ไทย อย่างที่จังหวัดพังงามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องด้วยปัจจัยทางคมนาคม ที่มีระบบขนส่งมวลชนรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึง และยังได้ยกเว้นยื่นแบบ ตม.6 ผ่านด่านสะเดา จ.สงขลา เป็นการชั่วคราว รองรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลจะเข้าไปดูแลความพร้อมในการรับนักท่องเที่ยวทั้งระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง การรับกระเป๋าสัมภาระ ไปจนถึงนักท่องเที่ยวเดินทางออกจากประเทศไทย นอกจากนี้รัฐบาลก็เร่งอำนวยความสะดวกให้กับชาวรัสเซียที่ต้องการพักผ่อนอยู่ในประเทศไทยเกิน 30 วัน เพราะว่าปัจจุบันชาวรัสเซียสามารถพำนักอาศัยอยู่ในไทยไม่เกิน 30 วันเท่านั้น ทำให้ชาวรัสเซียต้องเดินทางออกไปแล้วกลับเข้ามาใหม่ ซึ่งในส่วนนี้ทางภาครัฐก็กำลังหารือแก้ไขปัญหากัน เนื่องจากระยะเวลาในการพำนักอาศัย และรายจ่ายต่อหัวเป็นสิ่งสำคัญ 

และรัฐบาลต้องการผลักดันให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเมืองรองนอกจากหัวเมืองหลักด้วย เช่นที่น่าน กาฬสินธุ์ สุโขทัย อยุธยาฯ เพื่อกระจายรายได้ให้ทั่วถึง เม็ดเงินจะไม่ได้กระจุกที่หัวเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้เข้าไปดูความพร้อมของสนามบิน เช่น ที่สนามบินเชียงใหม่อีกด้วย จากปัญหาความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน แต่สนามบินมีข้อจำกัด ไม่สามารถให้บริการหลังเที่ยงคืนได้ รัฐบาลก็ได้ประสานให้ AOT เข้าไปดูแลในส่วนนี้ เพื่อที่จะขยายเวลาให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สอดรับกับนโยบายการท่องเที่ยวของรัฐบาล  

นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังผลักดันสนามบินเมืองรองให้เป็นสนามบินนานาชาติ อย่างในภาคใต้ รัฐบาลก็ได้เริ่มดำเนินการจัดตั้งสนามบินแห่งใหม่ทางตอนเหนือของภูเก็ตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดพังงา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะเดินทางมาพักผ่อนในจังหวัดพังงา กระบี่ และระนอง ต่อไปในอนาคต อาจจะเรียกว่า อันดามัน อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์พอร์ต ส่วนในภาคเหนือ อย่างเช่น ที่ลำปาง ลำพูน เชียงราย และน่าน อาจจะเรียกว่า ล้านนา อินเตอร์แนชั่นแนล แอร์พอร์ต 

เคยเดินทางไปจังหวัดน่านมาแล้วถึง 2 ครั้ง น่านเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรม และในอดีตน่านเป็นเมืองคู่แฝดกับเมืองหลวงพระบาง ซึ่งหลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลก รัฐบาลจึงอยากจะผลักดันให้น่านเป็นเมืองมรดกโลกเช่นกัน เพื่อที่จะได้ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวน่านด้วย และจะอัปเกรดสนามบินจังหวัดน่านให้เป็นสนามบินนานาชาติเช่นกัน โดยการให้บริการตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร และดูแลระบบไฟฟ้า

เรื่องเล็กๆ เหล่านี้เนี่ย การลงทุนอีกนิดเดียว ทำให้ยกระดับสนามบินบางสนามบินขึ้นมาเนี่ยต้องทำให้เมืองรองเนี่ยกลายเป็นเมืองที่ทุกคนมีความต้องการอยากจะมา มีความสะดวกสบายในการที่จะมาได้เนี่ย ก็เป็นการกระจายรายได้ให้กับเมืองรองได้ด้วยนะครับ 

ถัดมาเป็นนโยบายด้านคมนาคม รัฐบาลได้เข้าร่วมประชุมที่เมืองปักกิ่ง ของประเทศจีนเป็นครั้งที่ 3 ได้พูดคุยถึงประเด็นโลจิสติกส์ทั้งภูมิภาค ซึ่งเป็นดำริของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง 10 ปีแล้ว โดยประเทศที่อยู่ในแผนงานได้ยืนยันตามเจตนารมณ์ในการเดินหน้าต่อพัฒนาโครงการ เนื่องจากรถไฟความเร็วสูงเป็นเรื่องสำคัญ อย่างการขนส่งผลผลิตทางเกษตรกรรมผ่านทางรถไฟความเร็วสูง เกษตรกรไทยจะได้ประโยชน์มาก เพื่อรักษาคุณภาพของพืชผล ดังนั้นรัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการต่อ ซึ่งขณะนี้กำลังวางแผนในเรื่องของระบบรางคู่ จุดยุทธศาสตร์สำคัญ 

เช่น สะพานข้ามจากหนองคายไป สปป.ลาว ในส่วนนี้ก็ได้มีการตกลงกันกับ สปป.ลาว แล้ว เป็นสิ่งเรื่องที่สำคัญที่สุด เรื่องของทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ชาวจีนชื่นชอบ เพราะฉะนั้นการขนส่งจึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหาให้ได้

นอกจากการสร้างรถไฟความเร็วสูงแล้ว เรื่องของพัฒนาระบบบริหารจัดการสินค้าระหว่างชายแดน (Border Control) ก็เป็นสิ่งที่ต้องอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะระบบบริการ Single Window เชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ ในการขนส่งสินค้าจากไทย ไป สปป.ลาว ควบคู่ไปกับการทำงานในหลาย ๆ ภาคส่วน เพื่อให้ง่ายต่อภาคธุรกิจ (Easy to do Business) รัฐบาลเราก็ตระหนักดีว่าเรื่องของการขยายเส้นทางคมนาคมทั้งหลายถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนแล้วต้องทำโดยเร็ว 

ถัดไปเป็นเรื่องของการขยายโอกาส ในช่วง 60 วันที่ผ่านมา รัฐบาลได้เดินทางไป UNGA หรือ การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ได้ไปพบเจอผู้นำระดับโลกซึ่งในปีนี้หัวข้อหลักของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ในการประชุมคือ พลังงานสะอาด  ทางประเทศไทยก็ได้ใส่ใจเรื่องนี้ ได้ออกหุ้นกู้สีเขียว จะมีการระดมทุน แสดงเจตจำนงให้ชาวโลกได้รับทราบว่าประเทศไทยมีเป้าที่ชัดเจนในการทำ Net Zero Carbon ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตและรัฐบาลก็ได้ถือโอกาสในส่วนนี้ พบปะกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในไทย เช่น Google, Microsoft, Tesla ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิต รวมถึงผู้สนใจที่จะมาลงทุนให้ไทยเป็น Data Centerล้วนแล้วต้องใช้ทรัพยากรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น น้ำ ไฟฟ้า และพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในสัปดาห์หน้า รัฐบาลจะเดินทางไปประชุมผู้นำ APEC ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ก็จะมีการเจรจา และลงนาม MOU กับต่างชาติอีกด้วย 

เดินทางต่างประเทศเดินทางไปในฐานะเซลล์แมนประเทศไทย บอกกับนานาชาติว่าประเทศไทยเปิดแล้ว ไม่มีเวลาไหนที่จะดีเท่าเวลานี้ที่จะมาลงทุนที่ประเทศไทย เนื่องจากไทยมีความพร้อมในหลายๆ ด้าน ทั้งความพร้อมในมาตรการสนับสนุนทางภาษีโดย BOI พลังงานสะอาด และค่าครองชีพที่อยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องของ Health Care Service ของไทยอยู่ในระดับ World Class เรื่องของสถานศึกษาก็มีความพร้อม ไทยมีโรงเรียน International รองรับอยู่หลายแห่ง ดังนั้นประเทศไทยจึงพร้อมที่จะเป็น Hub ของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ  

และก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปเยี่ยมประเทศในอาเซียน อย่างที่ กัมพูชา บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง ก็ได้ไปพบปะพูดคุยถึงโอกาสในการทำธุรกิจ รับฟังปัญหา เพื่อจะได้กลับมาแก้ไขได้อย่างตรงจุด รัฐบาลได้มีโอกาสพูดคุยกับที่ประเทศจีน และองค์กรทางด้านรัฐวิสาหกิจที่ลงทุนเกี่ยวกับความมั่นคงทางด้านอาหาร ปศุสัตว์ และเกษตรกรรมที่ซาอุดิอาระเบีย ถึงความต้องการเนื้อวัวจากประเทศไทย ระบุว่า ทั้ง 2 ประเทศมีความต้องการเนื้อวัวที่ชำแหละแล้วเป็นจำนวนมาก แต่ไทยมีโรงเชือดที่ใหญ่ที่สุดคือที่จังหวัดชุมพร เชือดได้วันละ 200 ตัวเท่านั้น ในขณะที่บราซิลมีกำลังการผลิตในการเชือดวัวสูงถึง 45,000 ตัวต่อวัน รัฐบาลก็กำลังพิจารณาสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ในการเชือด พร้อมทั้งคำนึงถึงหลักศาสนาอาหารฮาลาล  เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น 3 เท่าตามนโยบายที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ 

ในส่วนของปัญหาอาชญากรรม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และยาเสพติด  รัฐบาลได้วางมาตรการ นโยบายแก้ไขปัญหา เริ่มจากปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ทำงานร่วมกับตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อกวาดล้างให้เด็ดขาด ทั้งเรื่องการปิดบัญชีม้า ต้องทำอย่างจริงจัง โดยให้ประสานไปยัง DSI สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำหนดให้เป็นคดีพิเศษ เพื่อให้มีการยึดทรัพย์ ตัดต้นตอให้เร็วที่สุด ส่วนปัญหาหนี้สิน หนี้ครัวเรือน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ขึ้นจาก 76 มาเป็น 91 ติดอันดับ TOP 20 ของโลก ซึ่งถือว่าสูงมาก 

รัฐบาลต้องการลดในส่วนนี้ ซึ่งทำได้ 2 แนวทาง คือ การลดหนี้ และการเพิ่มรายได้ โดยรัฐบาลได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้ว่าการแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์ทั้งหลาย แต่ที่น่ากังวลคือหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน รัฐบาลจะให้หน่วยงานความมั่นคงให้เข้ามาดูแลในส่วนนี้ด้วย โดยให้นายอำเภอ ผู้กำกับ เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง ประสานระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้มาหาทางออกร่วมกัน ส่วนปัญหายาเสพติดนั้น รัฐบาลกำหนดไว้ให้เป็นวาระแห่งชาติ เป็นเรื่องที่ต้องทำแบบบูรณาการ นายกรัฐมนตรีนำทีมบริหารจัดการ ทั้งเรื่องของการคุมขังผู้มีความผิด การยึดทรัพย์ ซึ่งขั้นตอนนี้ยังดำเนินการได้ช้าอยู่ ทำให้ผู้ที่ค้ายาเสพติดไม่เกรงกลัวการติดคุก และการถูกยึดทรัพย์ 

และในเรื่องของประเด็นความเหลื่อมล้ำต่างๆ  รัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาสังคม-ความเหลื่อมล้ำ นำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ก็ได้วางไทม์ไลน์ในการแก้ปัญหาไว้ชัดเจนแล้ว และในประเด็นการสมรสเท่าเทียมนั้น รัฐบาลได้สั่งการให้ทำเอกสารเรื่องของการสอบถามความเห็นของทุกภาคส่วน แล้วจะนำเข้าคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นจดหมายฉบับแรกที่จะถูกยื่นเข้าเปิดสภาครั้งถัดไปในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ รวมถึงเรื่องสุราชุมชนก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเช่นกัน  

ในเรื่องการเกณฑ์ทหารนั้น รัฐบาลตั้งใจที่จะเปลี่ยนระบบการเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้แถลงต่อประชุมรัฐสภา โดยได้มีการหารือกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ เรื่องสรรพกำลังของทหาร ว่าต้องลดอย่างไร และต้องให้เยาวชนมีสิทธิในการเลือกประกอบอาชีพ ส่วนประเด็นการยุบ กอ.รมน. รู้สึกตกใจกับเรื่องนี้ เนื่องจากไม่เคยแถลงนโยบายนี้ออกไป ซึ่งทุกๆ องค์กร ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ กอ.รมน. ไม่ว่าจะเป็น BOI หรือ EEC ก็ต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นไปตามบริบทของสังคม ขณะนี้ทางด้านกองทัพเอง ก็ได้ตระหนักถึงเรื่องการเปลี่ยนแนวทางในการใช้ กอ.รมน. เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน ร่วมแก้ปัญหาทางสังคม คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพเป็นหลัก โดยเฉพาะปัญหาที่ดินทำกิน ปัจจุบันนี้ได้นำเอาพื้นที่ของหน่วยงานที่เกินความจำเป็นมาใช้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนกว่าหมื่นไร่ และปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง ก็กำลังหาแนวทางร่วมกัน เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น 

“จริงๆ แล้ว เราอาสาเข้ามาทำงาน ไม่มีสิทธิ์บอกว่าเหนื่อย ไม่มีสิทธิ์บอกอะไร แต่ว่าอุปสรรคสำคัญที่สุด คือ เวลาไม่พอ เวลาไม่พอทุกอย่าง เวลาไม่พอในการทำงาน เวลาไม่พอในการนอนนะครับ  เพราะต้องมีงานพูดคุย ต้องมีงานทำอะไรหลายๆ อย่างนะครับ”  

นอกจากนี้ทางรัฐบาลได้ตระหนักถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเร่งเข็นนโยบาย Quick Win ให้สำเร็จตามเป้าหมาย ดัน GDP ของประเทศให้สูงขึ้น เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโต GDP เฉลี่ยของไทย อยู่ที่ร้อยละ 1.8% ซึ่งน้อยกว่าเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเรื่องการเจรจาขยายโอกาส เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการทั้งในระยะกลาง และระยะยาว เช่น การเจรจาสนธิการค้า หรือ FTA ที่ต้องเข้าเร่งเข้าไปเจรจาในทุกๆ ประเทศ โดยภาคส่วนที่สำคัญที่สุดในการผลักดันในส่วนนี้ คือ ข้าราชการไทยที่รักประเทศ ต้องการเห็นประเทศพัฒนา ซึ่งทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับหน่วยงานนี้ไม่แพ้กัน  

“เรื่องใหญ่ก็คือเรื่องของปากท้อง ซึ่งรัฐบาลนี้ เราพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำทุกเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของปากท้อง อะไรทำได้ เราจะทำก่อน”

แหล่งที่มา

About The Author

Scroll to Top