“พิชัย” กุนซือนายกฯฟันธง แจก “1 หมื่น” ให้รอ ก.ย.67 เผยงบล่าช้า ไม่ทันก.พ.

“พิชัย” กุนซือนายกฯฟันธง แจก “1 หมื่น” ให้รอ ก.ย.67 เผยงบล่าช้า ไม่ทันก.พ.

“เศรษฐา” เยือน สปป.ลาวสุดชื่นมื่น พบนายกฯ, ประธาน ประเทศ, ประธานสภาฯ สปป.ลาว ครบหน้า เจรจาความร่วมมือ ทั้งด้านการค้า เชื่อมลาวกับภาคอีสานเป็น Growth Area โยงการคมนาคมขนส่งไทย-ลาว-เวียดนาม-จีน ไทยพร้อมช่วยหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยพิเศษ เป็นสักขีพยานลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ วุฒิฯตั้งเวทีเสวนาชำแหละแจกเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ต กุนซือนายกฯคาดเริ่มแจก ก.ย.67 โน่นเลย “พิสิฐ” ไม่เชื่อกระตุ้น ศก.ได้จริง “องอาจ” หยันรัฐบาลตกสภาพวัวพันหลัก “สว.จเด็จ” จังก้าขวางแก้ รธน.ทั้งฉบับไร้ประโยชน์ ศาลฟัน “เบนจา” ผิด ม.112 แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี

ผลการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และ รมว.คลัง เป็นไปอย่างชื่นมื่น เข้าพบทั้ง นายกฯ, ประธานประเทศ, ประธานสภาฯ สปป.ลาว เจรจาความร่วมมือทั้งด้านการค้า พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบราง เส้นทางถนน และระบบขนส่ง

ปลื้มคนแห่ชมบั้งไฟพญานาค

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 30 ต.ค. ที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน 23 ต.บ้านจั่น อ.เมืองอุดรธานี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ ก่อนเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ถึงการชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคว่า ได้เห็นศักยภาพของประเทศโดยเฉพาะเมืองรอง จ.หนองคาย ที่มีวัฒนธรรมดีๆ ทำให้คนแห่มาชมจำนวนมาก ไม่แน่ใจมากันถึงแสนคน หรือไม่ รวมถึงโรงแรม เที่ยวบินไปและกลับเต็มหมด รัฐมนตรีหลายคนไม่มีไฟลท์บินกลับ เพราะหาเที่ยวบิน กลับไม่ได้ ถือเป็นเรื่องน่ายินดี หากเราจัดกิจกรรมประเพณีเทศกาลขนาดใหญ่ในแต่ละจังหวัดได้จะทำให้เกิดการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้พี่น้องประชาชนมีรายได้เสริมมากขึ้น

ถกความร่วมมือ สปป.ลาว ชื่นมื่น

ต่อมาเวลา 08.35 น. (ตามเวลาท้องถิ่นของ นครหลวงเวียงจันทน์ เท่ากับประเทศไทย) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และ รมว.คลัง เดินทางถึง สปป.ลาว สำนักงานนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว จัดพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และหารือเต็มคณะกับนายสอนไซ สีพันดอน นายกฯ สปป.ลาว ประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ อาทิ ด้านการค้า ที่ไทยพร้อมสนับสนุนการ เชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจระหว่าง สปป.ลาว กับภาค อีสาน ให้เป็น Growth Area ที่เกื้อกูลกัน ร่วมกัน หาแนวทางลดอุปสรรคและเร่งอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน ให้บรรลุเป้าหมายการค้าที่ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2568 และไทย พร้อมจัดประชุมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับกระทรวง อุตสาหกรรมและการค้า สปป.ลาว ครั้งต่อไป เพื่อ กำหนดแนวทางเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างกันต่อไป ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไทยเน้นย้ำการสนับสนุนรัฐบาล สปป.ลาว ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศจาก Land-locked เป็น Land-linked เชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่งระหว่างกัน

เร่งเชื่อมโยงขนส่ง-โลจิสติกส์

ส่วนระบบราง ฝ่ายไทยขอให้มีการเร่งรัดหารือ รายละเอียดเพื่อเริ่มก่อสร้างสะพานสำหรับรถไฟข้ามแม่น้ำโขง (หนองคาย-เวียงจันทน์) โดยไทยพร้อมสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และขอให้ทั้ง 2 ฝ่าย เร่งรัดจัดทำกรอบความตกลงเพื่อ เริ่มเดินรถไฟระหว่างสถานีท่านาแล้ง-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ได้ในต้นปีหน้า สำหรับความเชื่อมโยง ทางถนนและสะพานหลายโครงการคืบหน้า ทั้งโครงการ สะพานมิตรภาพ แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ที่ ใกล้เสร็จสมบูรณ์ โครงการสะพานมิตรภาพ แห่งที่ 6 (อุบลราชธานี-สาละวัน) ที่พ้องในหลักการแล้ว รวมถึง โครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 12 (นครพนม/ท่าแขก แขวงคำม่วน-นาเพ้า แขวงบอลิคำไซ/จาลอ จ.กว่างบิงห์ เวียดนาม) ช่วยการขนส่งไทย-สปป.ลาว-เวียดนาม-จีน ให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตามแนวเส้นทาง และร่วมพิจารณาเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์ ลดระยะเวลาและต้นทุนขนส่ง

จัดตั้ง CCA ลดพิธีการศุลกากร

ด้านถนน นายเศรษฐาขอให้ฝ่ายลาวพิจารณาให้รถบรรทุกหัวลากตู้คอนเทนเนอร์ของไทย ขนส่งสินค้าเข้าไปใน สปป.ลาว ได้เหมือนช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงพิธีการศุลกากรขอให้ทั้ง 2 ฝ่าย เร่งรัดการจัดตั้ง Common Control Area (CCA) ที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) เพื่อช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการทั้ง 2 ฝ่าย และปัญหาหมอกควันข้ามแดน เห็นพ้องเร่งรัดจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมระหว่าง 3 ประเทศ ไทย สปป.ลาว และเมียนมา จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ทั้งนี้ ไทยมีแผนสนับสนุน สปป.ลาว จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงการเกิดไฟป่า และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

เป็นสักขีลงนามร่วมมือ 4 ฉบับ

ภายหลังการหารือ นายเศรษฐาและนายกฯ สปป.ลาว ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามเอกสารและ ส่งมอบโครงการต่างๆ ดังนี้ 1.ลงนามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม กับกระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและ การท่องเที่ยว สปป.ลาว 2.ลงนามบันทึกความร่วมมือ ทางวิชาการในรูปแบบการเสริมสร้างขีดความสามารถ สำหรับการฝึกพนักงานขับรถไฟ พนักงานจำหน่ายตั๋ว และจัดทำแผนธุรกิจให้กับรถไฟแห่งชาติลาว 3.พิธีส่งมอบสวนรุกขชาติมิตรภาพ ฉลองครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตราชอาณาจักรไทย-สปป.ลาว และ 4.พิธีส่งมอบศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเกษตร แบบยั่งยืนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้แก่โรงเรียนเทคนิควิชาชีพแบบผสม แขวงอัตตะปือ

ร่วมเปิดสถานีรถไฟเวียงจันทน์

จากนั้น เวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบประธานประเทศ สปป.ลาว นายเศรษฐาเข้าเยี่ยมคารวะนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว และเลขาธิการใหญ่ คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว นายทองลุนกล่าวต้อนรับและชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ลาว ที่มีความร่วมมืออย่างแนบแน่นใกล้ชิด มั่นใจว่าความร่วมมือที่ได้คุยกันจะก้าวหน้าเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทั้ง 2 ประเทศ กระทั่งเวลา 10.25 น. ที่สภาแห่งชาติ สปป.ลาว นายเศรษฐา ได้พบหารือนายไซสมพอน พมวิหาน ประธานสภาแห่งชาติ สปป.ลาว ทั้ง 2 ฝ่ายพร้อมส่งเสริมความ สัมพันธ์ความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะการเพิ่ม ปริมาณการค้าชายแดน การส่งเสริมความเชื่อมโยง การคมนาคมขนส่ง ทั้งทางถนนและรถไฟ ตลอดจน ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาต่อไป จากนั้นนายกฯ เป็นประธานร่วมพิธีเปิดสถานีรถไฟเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) กับนายกฯ สปป.ลาว สนับสนุนการเชื่อมโยง การท่องเที่ยว สร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นกิจกรรม ทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน และร่วมงานเลี้ยงต้อนรับที่นายกฯ สปป.ลาว เป็นเจ้าภาพที่โรงแรมลาวพลาซ่า ก่อนจะเดินทางกลับประเทศไทย

กุนซือนายกฯ ชี้ได้เงินหมื่น ก.ย. 67

ช่วงสายที่รัฐสภา นายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานเปิดเสวนา “นานาทัศนะกับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท : เป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้ความท้าทายและพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศ” นายพิชัย ชุณหวชิร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวเสวนาว่า โครงการนี้มีหลายอย่างที่ต้องปรับเปลี่ยน เช่น การให้สิทธิประชาชน 56 ล้านคน หลายฝ่ายเห็นว่าไม่ควรแจกคนรวย ตัวเลขประชาชนที่ได้สิทธิจะเหลือ 40 กว่าล้านคน ดังนั้น คงใช้เงินไม่ถึง 5 แสนล้านบาท แต่งบดังกล่าว คงล่าช้าไม่ทันเดือน ก.พ. 2567 น่าจะใช้ได้เดือน ก.ย. 2567 ขณะเดียวกันควรเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ให้เกิดความต่อเนื่อง เสร็จในเวลาใกล้เคียงกัน รัฐบาลจำเป็นต้องแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตเพื่อบังคับให้มีการใช้จ่าย อาจได้ไม่พร้อมกัน อาจได้ใช้เงินในช่วงวันหยุดยาว เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว เชื่อว่า 90% น่าจะกลับไปใช้แอปพลิเคชันเป๋าตัง เพราะการไปพัฒนาระบบใหม่ต้องใช้เวลานานและยุ่งยาก

“พิสิฐ” ไม่เชื่อกระตุ้น ศก.ได้จริง

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต รมช.คลัง กล่าวว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่ตอบโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อให้เป็นการใช้จ่ายระดับหมู่บ้านก็เป็นไปได้ยากที่โครงการนี้จะยั่งยืน สิ่งที่อยากเห็นคือนำเงินส่วนนี้ไปช่วยในกำลังผลิต เช่น แหล่งน้ำ ให้ประชาชนมีน้ำใช้ทุกหมู่บ้าน รัฐบาลกำลังทำผิดกฎหมายหลายอย่าง ขอให้ฟังสำนักงบประมาณ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการขาดดุล ผิดวินัยการเงิน การคลัง

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริลลินช์ภัทร จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมีการถกเถียงเรื่องแหล่งเงิน แทนที่จะให้หน่วยงานราชการช่วยกันนำไปคิด แต่เชื่อว่าประชาชนน่าจะบริหารจัดการการใช้จ่ายภายในครอบครัวตัวเองได้ หากนโยบายอื่นๆ ของรัฐบาล ทั้งเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ และการท่องเที่ยวเอื้อไปด้วยกัน จะทำให้ภาคประชาชนเกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่รัฐบาลทำเป็นสิ่งดี ที่ผ่านมาผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไม่เคยคำนึงถึงเรื่องดังกล่าว

“องอาจ” หยัน “ดิจิทัลฯวัวพันหลัก”

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาลมาแล้วกว่า 2 เดือน ยังไม่สามารถเริ่มลงมือตามที่หาเสียงไว้ได้ เพราะติดขัดตรงที่ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาแจก ใช้เงินสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท แสดงว่าคิดนโยบายนี้ออกมาเพื่อให้ได้คะแนนเสียงแล้วไปเสี่ยงเอาข้างหน้า ไม่ละเอียดรอบคอบพอ สุดท้ายเลยคิดจะลดจำนวนคนได้รับสิทธิลงมา นโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตจึงอยู่ในสภาพวัวพันหลัก ชักเข้าชักออก บอกไม่ได้ว่าจะเอาเงินมาจากแหล่งใด นายกฯ ควรเร่งทำความจริงให้ปรากฏก่อนที่ปัญหาจะบานปลายจนยากที่จะเดินหน้าต่อไปได้

“จุรินทร์” ฟุ้งลูกพรรคชง ก.ม.5 ฉบับ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มอบหมาย ให้ สส.พรรคยกร่างและเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาฯ รวดเดียว 5 ฉบับ ตามที่ได้สัญญากับประชาชนไว้ช่วงหาเสียง คือ 1.พ.ร.บ.ประมง 2.พ.ร.บ.ปาล์มยั่งยืน 3.พ.ร.บ.อากาศสะอาด 4.พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ และ 5. พ.ร.บ.ทุเรียนไทยยั่งยืน ทั้งหมดนี้คาดว่าจะสามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ได้ในสมัยประชุมหน้า ส่วนจุดยืนของพรรคในเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยืนยันว่ามีจุดยืนไม่สนับสนุนการนิรโทษกรรม 4 ประเด็นคือ 1.นิรโทษกรรมแบบสุดซอย เพราะเคยสร้างความเสียหายให้กับประเทศมาแล้ว จนกลายเป็นของแสลงสำหรับสังคมไทย 2.คดีทุจริต 3.คดีอาญาร้ายแรง และ 4.คดีกระทำความผิดตามมาตรา 11

ออมสินสยบข่าวแหล่งเงินดิจิทัล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารออมสินออกประกาศแจ้งพนักงานออมสินว่า ตามที่มีกระแสข่าวเรื่องโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ว่ารัฐบาลจะสั่งการโดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังมาตรา 28 ให้ธนาคารออมสินเป็นแหล่งจ่ายเงินของโครงการไปก่อน และรัฐบาลจะชำระคืนให้ภายหลังนั้น เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง รัฐบาลยังไม่เคยมีคำสั่งการดังกล่าว อีกทั้งธนาคารออมสินไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ธนาคารออมสิน ที่จะดำเนินการโครงการตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังมาตรา 28 ธนาคารออมสินเป็นหน่วยงานรัฐ สังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่โดยตรงที่จะสนับสนุนภารกิจและดำเนินการตามคำสั่งการของรัฐบาล ภายใต้ขอบเขตที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เหตุผลของการออกประกาศเนื่องจากพนักงานออมสินมีการถกเถียงกันในวงกว้าง และประชาชนยังสอบถามเข้ามามาก จึงจำเป็นต้องออกประกาศเพื่อความชัดเจนไม่ให้เกิดความสับสน

“นิกร” เดินสายวัดเสียงแก้ รธน.

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการหารือเรื่องแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ สว.เป็นประธานกับคณะอนุ กรรมการรับฟังความคิดเห็นประชาชน เกี่ยวกับแนวทางการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่นายนิกร จำนง เป็นประธานอนุกรรมการฯ โดยนายนิกรกล่าวว่า มาฟังความคิดเห็นจาก สว.ว่า ควรตั้งคำถามประชามติอย่างไร จากนั้นวันที่ 2 พ.ย.จะไปคุยกับ กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นประธาน เพื่อถามความเห็น สส. 500 คน ส่วนวันที่ 8 พ.ย.จะหารือกลุ่มเยาวชน ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 14 พ.ย.คุยกับพรรค ก.ก. ที่พรรค วันที่ 15 พ.ย.ฟังเสียงกลุ่มประชาชน 14-15 กลุ่ม อาทิ กลุ่มไอลอว์ กลุ่มคนพิการ ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเฉพาะคำถามที่จะถามคือ อยากให้แก้หรือไม่ นอกจากนี้จะเดินสายไปต่างจังหวัดทั่วประเทศ นำข้อสรุปเสนอรัฐบาลในต้นปีหน้า กำหนดเป็นคำถามประชามติ จากนั้นปลายเดือน ธ.ค.จะสรุปให้เสร็จเสนอให้รัฐบาล

“จเด็จ” ย้ำแก้ รธน.ไร้ประโยชน์

นายจเด็จ อินสว่าง สว. รองประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา กล่าวว่า คำถามหนึ่งที่ไม่ค่อยได้พูดให้ประชาชนทราบคือ จะแก้รัฐธรรมนูญทำไม ได้ประโยชน์อะไร ขอให้ไตร่ตรองให้ดี ถ้าแก้แล้วประชาชนมีรายได้เพิ่ม เศรษฐกิจหมุนเวียนก็ควรแก้ แต่ยังไม่เห็นประโยชน์ในการแก้ เป็นการแก้เอามัน ดูแล้วยังไม่จำเป็นต้องเร่งแก้ สว.ชุดนี้จะหมดอำนาจเดือน พ.ค.2567 ไม่ต้องกังวล ตรงกันข้ามการแก้รัฐธรรมนูญทำให้เกิดความขัดแย้งในชาติ ยิ่งไปตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และทำประชามติ ยิ่งเปลืองงบประมาณมากมาย ลองคิดให้ดี หากจะแก้ไขทั้งฉบับ ตนไม่เอาด้วยอยู่แล้วและ สว.ค่อนสภาฯคิดแบบเดียวกัน ที่สำคัญประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากการแก้ทั้งฉบับ

“วันชัย” ชูรายมาตราประหยัดงบฯ

นายวันชัย สอนศิริ สว. กล่าวว่า กมธ.พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ให้คำแนะนำกับคณะของนายนิกร จำนง ว่า การทำประชามติต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ลักษณะคำถามต้องไม่ผูกมัดให้การทำงานของรัฐบาลขาดความยืดหยุ่น เช่น ที่มา ส.ส.ร.ต้องไม่กำหนดว่ามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะในกระบวนการต้องมีความหลากหลาย และต้องไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก อย่ายึดการหาเสียงของพรรคการเมือง ต้องอยู่กับความจริง มีประเด็นใดเป็นปัญหาควรแก้เป็นรายมาตรา เพื่อประหยัดและมีความรวดเร็ว สว.ไม่ได้ขัดขวางแต่หากจะเดินหน้าทำประชามติต้องบอกประชาชนว่าจะแก้ไขอะไร

จี้ กกต. สอบ สส.ส้มคุกคามทางเพศ

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี อดีต สส. เขตจอมทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำชาวจอมทองราว 50 คน ยื่นเอกสารให้ประธาน กกต.สอบสวนข้อเท็จจริงกรณี สส.พรรค ก.ก.เขตจอมทอง คุกคามทางเพศ โดยนายโชติพิพัฒน์ กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ฟังข่าวแล้วสงสัยว่าทำไม สส.ในพื้นที่ทำตัวแบบนี้ อยู่ในสภาฯพูดอย่างลับหลังทำอีกอย่างหนึ่ง เลยขอประธาน กกต.ตรวจสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ขณะนี้ได้ตั้งทีมงานขึ้นมาจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ เราปล่อยให้เรื่องนี้เงียบเฉยไปไม่ได้ ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสุภาพสตรี เราเลือก สส.มาเป็นปากเป็นเสียงแต่กลับได้ สส.คุกคามทางเพศทีมงานตัวเองถึง 3 ราย แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับพรรค ก.ก.เชื่อเป็นนิสัยส่วนตัวไม่เกี่ยวกับพรรค และที่มายื่นร้อง กกต.ไม่ใช่เรื่องจะไปล้ม สส.เพื่อหวังผลทางการเมือง ตนจะได้รับเลือกเป็น สส.หรือไม่อยู่ที่ประชาชนไปบังคับไม่ได้

กก.นัดชี้ชะตาเคสร้อง สส.คุกคาม

เมื่อเวลา 18.33 น. ประชาสัมพันธ์พรรคก้าวไกล ส่งข้อความผ่านไลน์กลุ่มสื่อมวลชนประจำพรรค แจ้งความคืบหน้าการสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศ โดย สส.พรรคก้าวไกล 2 กรณีว่า คณะกรรมการวินัยพรรคดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง และนำเสนอรายงานต่อคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาเสร็จแล้ว และมีมติให้นัดประชุมกรรมการบริหารร่วมกับ สส.พรรค เพื่อพิจารณาความรับผิดของ ผู้ถูกร้องในวันที่ 1 พ.ย. เวลา 17.00 น. ที่อาคารรัฐสภา

“วุฒิพงศ์” โอดลากเข้าแดนประหาร

ต่อมาเวลา 18.48 น. นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี พรรค ก.ก. หนึ่งในผู้ถูกร้องเรียนกรณีแชตคุกคามสาว โพสต์ลงเฟซบุ๊กระบุว่า ทำได้เพียง “อดทน” ใดๆก็ตามภายใต้กระบวนการภายใน แม้เรื่องจะไม่มีความสลับสับซ้อน แต่ควรต้องถึงที่สิ้นสุดของพรรคก่อน จึงสามารถพูดหรือตอบกับสังคมได้ ทุกวันนี้จึงไม่ต่างจากคนตายที่ยังหายใจ ตกเป็นจำเลย ถูกตีตราบาปจากสังคม กลายผู้กระทำผิดเพียงช่วงข้ามวัน ถูกลากเข้าแดนประหาร ทั้งที่ยังไม่มีโอกาสได้เอ่ย มีหลายครั้งหลายเคส ที่เกิดข้อกล่าวหาขึ้นลักษณะนี้กับผู้ชาย การตัดสินจากสังคมจะรุนแรงและ ลุกลาม จนสามารถทำลายช่วงเวลาที่ดี และอนาคตของใครคนนึงได้ในทันที #Sexual #Harassment “กระผมต้องกล่าวขอโทษพี่น้องชาวปราจีนบุรี ในช่วงที่ผ่านมาที่เกิดกระแสข่าวในด้านลบและด้านที่ไม่ดีขึ้นกับผม ในฐานะผู้แทนฯ จำเป็นโค้งหลังคำนับ และกล่าวคำขอโทษจากหัวใจ ต่อเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้ และอย่างที่เคยได้ให้คำมั่นไว้ ผมไม่ใช่ผู้แทนราษฎร ที่จะทำให้ประชาชนชาวปราจีนบุรีต้องผิดหวังที่เลือกผมมาครับ”

เรียก อว.แจงโปรเจกต์หมื่นล้าน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ในฐานะประธาน กมธ. การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้ทำหนังสือให้นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนายสาโรช รุจิรวรรธน์ ผอ.สถาบันวิจัยแสง ซินโครตรอน (องค์การมหาชน) มาชี้แจงกรณี อว.เสนอโครงการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนเครื่องใหม่งบฯกว่า 10,000 ล้านบาท ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อความรอบคอบประโยชน์สูงสุดของประเทศในวันที่ 9 พ.ย.นี้

สว.ไฟเขียว “เอกวิทย์” นั่ง ป.ป.ช.

อีกเรื่อง ที่ประชุมวุฒิสภา มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม มีมติให้ นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามที่ กมธ.สามัญ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. วุฒิสภา เสนอด้วยคะแนน 202 ต่อ 1 งดออกเสียง 4 คะแนน ถือว่านายเอกวิทย์ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

ครม. “เศรษฐา” ทยอยยื่นบัญชีฯ

วันเดียวกัน นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นบัญชีทรัพย์สินของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน ว่า มีผู้ยื่นบัญชีมาแล้ว อาทิ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รมช.คมนาคม ยังไม่ยื่น 9 ราย ในจำนวนนี้ขอขยายระยะเวลาการยื่น 1 ราย และได้รับการยกเว้นตามมาตรา 105 วรรค 4 จำนวน 7 ราย คือกรณีพ้นจากตำแหน่งและได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งใหม่ภายใน 1 เดือน ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ กรณีเข้าดำรงตำแหน่งใหม่ แต่ไม่ห้ามหากผู้นั้นจะยื่นเพื่อเป็นหลักฐาน โดยมีผู้ยื่นเพื่อเป็นหลักฐาน 2 ราย และได้รับการยกเว้นตามมาตรา 105 วรรค 5 จำนวน 15 ราย ส่วนกรณีการพ้นตำแหน่งของอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2566 มีผู้ยื่นบัญชีมาแล้ว 14 คน อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายวิษณุ เครืองาม อดีตรอง นายกฯ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตรองนายก รัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์

“โรม” พบ “บิ๊กทิน” ถกความมั่นคง

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถนนศรีสมาน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรค ก.ก.ในฐานะประธาน กมธ.ความมั่นคง แห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปสภาฯ นำคณะเข้าพบนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม โดยคณะของนายรังสิมันต์ ได้เข้าสักการะหอพระพุทธไตรเสนากลาโหมพิทักษ์ และพระบรม ราชานุสาวรีย์ ร.5 ก่อนเข้าหารือ จากนั้นนายรังสิมันต์ ให้สัมภาษณ์ว่า หารือหลายประเด็น ทั้งปัญหา 3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ชายแดนเมียนมา ค้ามนุษย์ การจัดซื้อ จัดจ้างอาวุธยุทโธปกรณ์ ปัญหาไอโอ กอ.รมน. และการเกณฑ์ทหาร เพื่อเรียนรู้ทำความรู้จักสนับสนุนทำงานร่วมกัน เราต้องให้โอกาสกลาโหมชี้แจง อาทิ วิธีคิดจากเดิมบอกว่าไม่เอาเรือดำน้ำแล้ว แสดงว่าโจทย์เปลี่ยนไปหรือไม่

“อนุทิน” ยัน มท.ไม่สุกเอาเผากิน

ที่กรมการปกครอง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมนายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย ตรวจเยี่ยมประชุมมอบนโยบายแก่กรมการปกครอง นายอนุทินเปิดเผยหลังการประชุมถึงความคืบหน้าการขึ้นบัญชีผู้มีอิทธิพลว่า กรมการปกครองติดตามพฤติกรรมกลุ่มผู้มีอิทธิพลมาตลอด พร้อมประสานภาคส่วนอื่นๆ เช่น ตำรวจ-ทหาร เข้าไปจัดการตามกฎหมาย รวมถึงช่วยกันปราบปรามยาเสพติด การฟอกเงิน ส่วนมาตรการควบคุมอาวุธปืน กรมการปกครองอยู่ระหว่างการร่าง พ.ร.บ.ทำให้เห็นว่า เราไม่ได้ทําแบบสุกเอาเผากิน หรือตอบสนองกระแสในแต่ละช่วงเวลา แต่เราทำงานอย่างจริงจัง ให้เห็นผลในระยะยาว

“วรชัย” ฉะ คปท.ตามราวี “นายใหญ่”

นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดยนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา จะยื่นหนังสือถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ดำเนินการให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับเข้าสู่เรือนจำว่า มองไม่เห็นเจตนาอื่นนอกจากก่อความวุ่นวายทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าไม่ได้ เป้าหมายคือล้มรัฐบาลใช่หรือไม่ พยายามทำให้เกิดความขัดแย้ง ทั้งที่บ้านเมืองกำลังสงบ ถามว่า คปท.มาเคลื่อนไหวกันเพื่ออะไร นายทักษิณยอมกลับมาติดคุกตามเสียงเรียกร้องแล้ว ทั้งที่โดนคดีโดยไร้นิติรัฐนิติธรรม เป็นผลพวงจากการยึดอำนาจ วันนี้นายทักษิณป่วยจึงต้องนอนโรงพยาบาล เรื่องนี้แพทย์วินิจฉัยแล้ว นายนิติธรเหมือนพยายามข่มขู่คุกคามไม่เลิก ต้องการอะไรพอรู้กันอยู่ สงบแล้วไม่มีงานทำ

ศาลรอลงอาญา “เบนจา” 2 ปี

ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.เบนจา อะปัญ นักกิจกรรมและนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ (มธ.) เป็นจำเลยตามมาตรา 112 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กรณีเมื่อวันที่ 10 ส.ค.64 น.ส.เบนจาปราศรัยและอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรม “คาร์ม็อบใหญ่ไล่ทรราช” ที่หน้าบริษัทซิโน-ไทย ในช่วงเวลาและแนวเขตห้ามชุมนุม และมีความผิดต่อสถาบันฯ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยมีความผิด พิพากษาลงโทษจำคุกฐานหมิ่นเบื้องสูงเป็นเวลา 3 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 2 ปี และผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุก 1 ปี ปรับ 12,000 บาท ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 8 เดือนปรับ 8,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ก่อนเดินทางกลับ น.ส.เบนจา ได้ขอคัดถ่ายคำพิพากษาเพื่อเตรียมใช้ หากจะยื่นอุทธรณ์ต่อไป

แหล่งที่มา

Scroll to Top