เสวนาจากยุคกระดาษ สู่ยุคเอไอ 50 ปี นับจาก 14 ตุลา 16 ยังถามหาเสรีภาพ-คุณภาพสื่อ

เสวนาจากยุคกระดาษ สู่ยุคเอไอ 50 ปี นับจาก 14 ตุลา 16 ยังถามหาเสรีภาพ-คุณภาพสื่อ

เวที 50 ปี “14 ตุลา 2516 กับสิทธิการสื่อสารในสังคมไทย” เห็นพ้อง เสรีภาพสื่อยังต้องผลักดันต่อ ย้ำ ‘ยุคดิจิทัล’ ความคาดหวังยิ่งสูง กดดันให้สื่อต้องเร่งปรับตัว ระบุ สื่อมีพลังขับเคลื่อนสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมและสร้างการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องให้กับผู้บริโภค

ที่มาภาพ: เว็บไซต์สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค)

เว็บไซต์สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) รายงานว่าเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2566 สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ร่วมกับ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) จัดเวที Media Forum #20 50 ปี “14 ตุลา 2516 กับสิทธิการสื่อสารในสังคมไทย” ที่วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

เริ่มที่ ผศ.ดร.ชยกฤต อัศวธิตานนท์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวต้อนรับและระบุว่า แม้จะผ่านมา 50 ปีแล้ว แต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ยังให้บทเรียนมาจนมาถึงปัจจุบัน งานครั้งนี้จะได้รับฟังมุมมองต่อเหตุการณ์ที่เชื่อกันว่าเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของประชาชนเมื่อครึ่งศควรรษที่แล้วจากคนทั้ง 5 รุ่น โดยเฉพาะในมิติสิทธิเสรีภาพทางการสื่อสารในสังคมไทย โดยมีความคาดหวังว่าทุกคนจะได้รับความรู้และมุมมองที่แตกต่างหลากหลายจากงาน และการจัดเวทีนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้พื้นที่วิทยาลัยเป็นพื้นที่สาธารณะ ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนในประเด็นต่าง ๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและสังคมต่อไป

ด้าน นาตยา เชษฐโชติรส รองประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวเปิดงานว่า ผ่านมา 50 ปี กับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หากเทียบเป็นมนุษย์ก็เข้าสู่วัยกลางคนแล้ว เช่นเดียวกับตัวเองได้เฝ้ามองสังคม ทั้งในฐานะสื่อและในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่ง ซึ่งได้สัมผัสทั้งความก้าวหน้าในทิศทางที่ดีและอุปสรรคความท้าทายที่ยังต้องเผชิญอยู่ในประเด็นสิทธิเสรีภาพการสื่อสารในสังคมไทย โดยเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นสัญลักษณ์ของสังคมไทย เมื่อนักศึกษาและประชาชนลุกขึ้นมาทวงถามหาเสรีภาพ ซึ่งรวมถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนด้วย โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ที่ทำหน้าที่คานดุลกับอำนาจรัฐ ในขณะที่สื่อกระจายเสียงและโทรทัศน์ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐอย่างเข้มข้น ดังนั้น จึงมองว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นหมุดหมายสำคัญของสิทธิเสรีภาพ

แต่ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โศกนาฎกรรมที่สื่อของรัฐถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ จากนั้นยังมีการออกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 42 หรือ ปร.42 มาจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อ กระทั่งในอีกทศวรรษถัดมาจึงเข้าสู่ยุคปรองดองและการเปิดเสรีสื่อ เวลาล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบันที่เปลี่ยนผ่านจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เข้าสู่ยุคดิจิทัล สมาร์ทโฟน สื่อสังคมออนไลน์ จนล่าสุดคือปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ-AI) ที่กำลังเข้ามาทำหน้าที่บางประการแทนสื่อมวลชน ซึ่งมีทั้งเรื่องน่าตื่นเต้น น่าตระหนก และเป็นความท้าทายในยุคที่การแข่งขันด้านเนื้อหาที่สูงมาก

“ แม้ภาพรวมสื่ออาจมิสิทธิเสรีภาพมากขึ้น แต่ความคาดหวังของสังคมไทยก็ยังไม่ลดลง และยิ่งมากขึ้นในภาวะความสับสนของข้อมูลข่าวสารที่ผู้บริโภคต้องการความจริง แต่ใครจะเป็นคนกลั่นกรองข้อเท็จจริงนั้น แน่นอนคือบทบาทของสื่อมวลชน เราจึงมีคำถามว่าผ่านมา 50 ปีแล้ว สื่อมวลชนยังคงทำหน้าที่เป็นฐานันดรที่ 4 ในการนำเสนอความจริงได้อย่างเข้มข้นเช่นเดิมหรือไม่ ”รองประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าว

ขณะที่ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานคุ้มครองผู้บริโภคมาหลายสิบปีจะเห็นว่าสื่อมิสิทธิเสรีภาพมากขึ้น แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่กำลังเห็นในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งสื่อมวลชนที่เป็นวิชาชีพ, อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer), นักสร้างเนื้อหา (Content Creator) จนถึงทุกคนที่สามารถทำหน้าที่สื่อสารได้ ซึ่งจะมีความเข้มข้นที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผู้บริโภคอยากเห็นและคาดหวัง คือความจริง ถูกต้อง และเป็นธรรมที่จะต้องให้กับทุกคน

ท่ามกลางเสรีภาพ ความรับผิดชอบ จริยธรรมต่าง ๆ ต้องตามมาด้วย รวมถึงปัญหาที่มากับยุคดิจิทัลอย่างปัญหาล่าสุดที่แม้แต่สภาผู้บริโภคยังถูกปลอมบัญชีไลน์ทางการ (LINE Official Account) หรือเป็นเรื่องน่าคิดว่าเฟซบุ๊กแฟนของสื่อหรือของบุคคลต่าง ๆ คือช่องทางการสื่อสารขององค์กรหรือบุคคลนั้นจริง เนื่องจากปัจจุบันเราอยู่ท่ามกลางความซับซ้อน ความเปลี่ยนแปลง และอิทธิพลที่มีมากในทางดิจิทัล เช่น ความต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงก็ต้องพยายามอย่างมากเพื่อให้ติดเทรนด์ของแพลตฟอร์มอย่างเอ็กซ์ (X) แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสังคมทุกวันนี้กระจายเป็นกลุ่มเฉพาะย่อย ๆ เต็มไปหมด

“แม้กระทั่งความเปลี่ยนแปลงที่ควรจะเดินไปข้างหน้าก็ยังเป็นเรื่องยาก ยกตัวอย่างเรื่องโลกร้อน เรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ทุกคนไม่ว่าเป็นใครก็ควรจะเห็นร่วมกัน และเราอยู่ท่ามกลางบรรยากาศการทำงานที่ยากขึ้นโดยถ้วนหน้า เพราะฉะนั้นหวังว่าสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนจะเป็นพลังขับเคลื่อนสร้างความเปลี่ยนแปลงในส่วนเหล่านี้อย่างต่อเนื่องและเข้มแข็งต่อไป” เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าว

ส่วน สมหมาย ปาริจฉัตต์ กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และอดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “มองสื่อไทย 5 ทศวรรษ จากฐานันดรที่สี่สู่วารสารศาสตร์ยุคเอไอ เรามาไกลหรือยัง?” และได้ฉายภาพสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารในประเทศไทยที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างต่อเนื่องตามบริบททางการเมืองในขณะนั้น เช่น ในทศวรรษ 2480 – 2490 บางยุคมีการเพิ่มสิทธิในการพิมพ์ การจัดตั้งพรรคการเมือง การชุมนุมสาธารณะ แต่บางยุคมีการตัดสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ ออกไป หรือแม้แต่ถึงขั้นลอบสังหารนักการเมืองที่คัดค้านและสื่อมวลชนที่นำเสนอข้อเท็จจริง

เมื่อเข้าสู่ปี 2500 ได้เข้าสู่ยุคเผด็จการทหารอย่างยาวนานหลังการรัฐประหารของจอมพลฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจากนั้นจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นผู้สืบทอดอำนาจ ซึ่งถูกเรียกว่า ยุคมืด โดยมีการจับกุมคุมขังคนทำงานสื่อเป็นจำนวนมาก และมีการออกมาตรา 17 ให้อำนาจผู้นำรัฐบาลสั่งการใด ๆ ก็ได้ ขณะที่การร่างรัฐธรรมนูญมีความล่าช้า อีกทั้งเมื่อประชาชนโดยเฉพาะนิสิต – นักศึกษาเรียกร้องทวงถามกลับถูกจับกุม ในที่สุดประชาชนก็ไม่มีความอดทนจนกระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

แต่อย่างไรก็ตามเสรีภาพนั้นเบ่งบานเพียงระยะเวลาสั้น ๆ หลังจากนั้นเพียง 3 ปี ได้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และจบด้วยการรัฐประหารมีการสั่งปิดและควบคุมสื่อด้วยประกาศ ปร.42 ซึ่งประชาชนที่ไม่สามารถรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้จะหลบหนีเข้าไปในป่า กระทั่งต่อมารัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกนโยบาย 66/23 และทำให้คนที่หนีเข้าป่าได้กลับออกมาอยู่ในสังคม ตามด้วยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ได้ยกเลิกประกาศ ปร.42 และทำให้เสรีภาพสื่อกลับมาอีกครั้ง แต่ในปี 2534 รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ก็ถูกรัฐประหาร ตามด้วยการเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในปี 2535 ซึ่งเหตุการณ์นี้นำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญ 2540 (รธน.40)

โดย รธน.40 ถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ท่ามกลางกระแสสังคมยังตื่นตัวด้านสิทธิเสรีภาพมากขึ้น รวมถึงด้านการสื่อสารนำไปสู่การมีกฎหมายข้อมูลข่าวสารของรัฐ กฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่ จากนั้นจึงเกิดรัฐประหารในปี 2549 และมีกฎหมายใหม่ ๆ เกิดขึ้น อาทิ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.องค์กการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นสังคมที่มีเสรีภาพ แต่กลับมีการออกกฎหมายอย่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงเกิดขึ้นในขณะนั้นด้วย

ปี 2550 – 2560 เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านมีการเปิดประมูลช่องทีวีดิจิทัล ขณะที่สื่อออนไลน์เริ่มมีบทบาทมากขึ้น “จากสื่อกระดาษสู่สื่อกระจก” แต่สิ่งที่ตามมา คือ การแข่งขันทางธุรกิจเพื่อความอยู่รอด ถูกพูดถึงมากกว่าการผลิตเนื้อหาอย่างที่ควรจะเป็น แต่ยังมีสำนักข่าวออนไลน์บางแห่งที่ได้รับการยอมรับ เช่น สำนักข่าวอิศรา และด้วยความที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มของต่างชาตินั้นมีความกังวลเรื่องอธิปไตยทางไซเบอร์ กระทั่งหลังรัฐประหาร 2557 มีกฎหมายใหม่ ๆ อย่างเช่น กฎหมายการชุมนุมสาธารณะ กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เป็นต้น

โดยสรุปแล้ว กฎหมายต่าง ๆ ที่ออกโดยภาครัฐ มักมุ่งควบคุมจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าจะส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ อีกทั้งสื่อและประชาชนยังเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ยาก เพราะระบบรัฐยังปิดและชั้นความลับยังมีผลมาก ขณะที่แม้บทบาทขององค์กรวิชาชีพสื่อจะเติบโตขึ้นมาเป็นลำดับแต่ก็มีบทบาทจำกัดในการรักษามาตรฐานทางจริยธรรมและพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เช่นเดียวกับสื่อที่ถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรม

และสุดท้าย 50 ปี 14 ตุลา ให้บทเรียนกับทุกฝ่าย ได้แก่ 1. ผู้มีอำนาจรัฐ หากใช้อำนาจล้นเกิน ใช้อำนาจโดยในทางไม่ชอบ ปิดกั้นเสรีภาพ ปิดปากสื่อ ในที่สุดจะไปไม่รอด อีกทั้งประชาธิปไตยและเสรีภาพภายใต้ความรับผิดชอบจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด 2. สื่อมวลชน ต้องทำให้เกิดสำนักข่าวอิสระที่เข้มแข็ง ดำเนินบทบาทไปอย่างเข้มข้นคู่ขนานกับสื่อกระแสหลัก ทำให้วาระประชาชนคนเล็กคนน้อยถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นให้มากขึ้น ไม่เน้นเพียงแค่วาระของชนชั้นนำ แต่ควรนำเสนอข่าวที่มีสาระควรมาแทนข่าวประโลมโลกหรือข่าวเรื่องแปลกพิสดาร

“สิทธิการสื่อสารในสังคมและวารสารศาสตร์ยุคดิจิทัล ควรจะพัฒนาดีขึ้นกว่านี้ ซึ่งความคาดหวังจึงอยู่ที่พลังอันเกิดขึ้นจากการรวมตัวขององค์กรสื่อและองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ที่จะทำให้พลังความจริง พลังข่าวสาร พลังสื่อสารมวลชนทุกแขนง ในการนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของพลังประชาชนในที่สุด” กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และอดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย กล่าว

จากนั้นเป็นการเสวนา หัวข้อ “การทบทวนบทเรียนและก้าวต่อไปสู่ความจริงและความเป็นธรรม ผ่านมุมมองของคน 5 เจเนอเรชั่น” โดย กวี จงกิจถาวร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ชี้ให้เห็นถึง 3 สถานการณ์ของสังคมไทยในปัจจุบัน คือ 1. ข้อมูลข่าวสารที่ท่วมท้นที่เกิดจากการเกิดขึ้นของสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลให้มีข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก แต่เนื้อหายังขาดการกลั่นกรอง ไม่สามารถแยกได้ว่าข่าวใดจริงหรือปลอม ไม่ได้ประเมินคุณภาพข่าว สื่อที่ทำข่าวในอดีตต้องลงพื้นที่จึงจะรายงานข่าวได้ แต่ทุกวันนี้สามารถรายงานผ่านข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์

2. ทักษะของคนข่าวในไทยยังต้องเพิ่มพูนอีกมาก ผู้สื่อข่าวในไทยมักจะทำเพียงการรายงานเหตุการณ์สด ๆ ณ ขณะนั้น หากไม่มีประเด็นเพิ่มเติมวันต่อไปก็จะไม่รายงานข่าวอีก แม้ว่าปัญหาเดิม ๆ ในสังคมที่เคยรายงานเป็นข่าวจะยังคงปรากฏอยู่ก็ตาม ทั้งนี้ สื่อต้องเข้าใจบริบทแวดล้อมของข่าวหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่แนวคิดในต่างประเทศ แนะนำให้สำนักข่าวออนไลน์จ้างผู้สื่อข่าวอาวุโสทำหน้าที่บรรณาธิการ เพื่อให้การรายงานข่าวไม่ได้เน้นแต่ความเร็วอย่างเดียว และ 3. ปัญญาประดิษฐ์ คือ ศัตรูของสื่อ

“สถานการณ์ที่รุมเร้าอยู่ขณะนี้ทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งกองบรรณาธิการด้วยสภาพธุรกิจด้วย ล้วนแล้วเป็นปัจจัยที่ทำให้นักข่าวของเราจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถ เพื่อให้สมกับเสรีภาพที่เรามี เวลาเราไม่มีฝีมือชอบไปโทษสังคมไทยไม่มีเสรีภาพ แต่สังคมไทยมีเสรีภาพแต่ขีดความสามารถของสื่อยังไต่ขึ้นไปเท่ากับเสรีภาพที่เรามีอยู่ไมได้ คือมันมีช่องว่าง บางประเทศไม่มีเสรีภาพเลยหรือมีนิดหน่อย แต่สื่อเขามีขีดความสามารถ อย่างเช่นสิงคโปร์ มีเสรีภาพเพียงน้อยนิด แต่ขีดความสามารถสื่อทัดเทียมกันจึงไม่มีช่องว่าง” กวี กล่าว

ขณะที่ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) และประธานคณะทำงานคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ได้เปรียบเทียบประเด็นเสรีภาพสื่อใน 2 ยุคสมัย คือ ยุค 1970 (ปี 2513 – 2522) ทั่วโลกอยู่ในภาวะสงครามเย็น ประเทศต่าง ๆ มีการแบ่งขั้วกันระหว่างฝ่ายเสรีนิยมกับฝ่ายสังคมนิยม และทั้ง 2 ฝ่ายมีการต่อสู้กันด้วยข้อมูลข่าวสาร ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาก็ต้องการกำหนดวาระการสี่อสารของตนเอง

ส่วนยุคปัจจุบัน แม้จะมีสถานการณ์แบบเดียวกัน แต่แพลตฟอร์มออนไลน์ได้เปลี่ยนอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่นเดียวกับรูปแบบของปัญหาที่เปลี่ยนไป เช่น ข้อมูลคลาดเคลื่อน (Misinformation) ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ข่าวลวง (Fake News) หรือการเข้าสู่ยุคหลังความจริง (Post-Truth) หมายถึงไม่สามารถทราบได้ว่าอะไรคือความจริง ทั้งนี้ แม้สื่อจะยังถูกคาดหวังให้นำเสนอความจริง แต่บางครั้งสื่อกลับเป็นผู้ปล่อยข่าวลวงเสียเอง เพราะติดกับดักข่าวที่ส่งต่อกันมาในพื้นที่ออนไลน์

“ในฐานะที่ติดตามเรื่องนี้มากว่า 30 ปี ตั้งแต่หลัง 2540 มาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีกฎหมายที่ควรจะเป็นเกือบทุกฉบับ มีกลไกที่ควรจะเป็นทุกกลไก กองทุน องค์กรกำกับดูแล กฎหมาย มีทุกอย่างที่ควรจะเป็นหมด ดีมากกว่าหลายประเทศ ใครมาดูงานต้องชื่นชม แต่คนก็ยังบ่นอีกว่าทำไมมันยังไม่ดี เลยไม่แน่ใจว่าคนไทยคาดหวังสูงหรือจริง ๆ เราเดินทางยังไม่ถูกทางเสียทีเดียว หรือถูกทางแล้วแต่ยังต้องไปต่อ เช่น เราปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง แต่ที่มันไม่เปลี่ยนแปลงได้ 100 เปอร์เซ็นต์คือเชิงวัฒนธรรมหรือเปล่า” สุภิญญา กล่าว

ส่วน พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ บรรณาธิการ The Nation Online กล่าวถึงความท้าทายโดยแบ่งเป็น “สื่อกับมวลชน” 3 ประการ คือ 1. การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ซึ่งระยะหลัง ๆ สื่อถูกตั้งคำถามกับประเด็นความน่าเชื่อถือค่อนข้างมาก 2. บทบาทของสื่ออาชีพจะอยู่ส่วนใดในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น มีการถกเถียงกันในคำว่า Journalist กับ Content Creator สามารถรวมกันได้หรือไม่ และ 3. สื่อเป็นองค์กรธุรกิจ ในอดีตการปิดกั้นเสรีภาพสื่ออาจใช้อำนาจเถื่อน เช่น การเข่นฆ่าทำร้าย แต่ปัจจุบันมีความซับซ้อน เช่น การใช้สปอนเซอร์หรือการใช้ความสนิทสนมต่าง ๆ ซึ่งทำให้สื่อทำงานได้ลำบากขึ้น

ขณะที่ “สื่อด้วยกันเอง” ก็มี 3 ประการเช่นกัน คือ 1. ความแตกต่างระหว่างวัยในวงการสื่อ มักเกิดเหตุการณ์ความเห็นไม่เหมือนกันในบางเรื่อง 2. ความท้าทายเรื่องนิยามว่าใครเป็นสื่อบ้าง เช่น ปรากฏในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.สื่อ หรือการตีความสื่อที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีทั้งการนับเฉพาะสื่อที่มีโครงสร้างแบบเดิม กับการนับรวมสื่อสังคมออนไลน์ และ 3. การรวมกลุ่มกันของสื่อเพื่อต่อรอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องหากสื่อจะรวมกลุ่มต่อรองทั้งเรื่องเสรีภาพและธุรกิจ แต่หลายครั้งมีข้อสังเกตว่าในความเป็นจริงองค์กรที่รวมตัวกันไม่ใช่ตัวแทนของสื่อ

“ในช่วง 5 ปีหลัง จะมีหลายเคสที่คนด่าสมาคมสื่อ ผมก็จะพูดตลอดว่าคนด่าเพราะคนคาดหวัง แต่ในเวลาที่คนต้องการคุณอยู่ไหน ซึ่งมันไม่มีคำตอบ จนถึงขนาดที่มีการประชุมกันเพื่อจะจัดตั้งสมาคมสื่อใหม่ขึ้นมาที่มันตอบโจทย์เขา ไม่รู้เป็นความโชคดีหรือโชคร้าย ผมไปนั่งอยู่ในวงอย่างน้อย 3 วง ในการพยายามจัดตั้งการรวมตัวของสื่อขึ้นมา เพื่อต่อรองอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะเรื่องเสรีภาพและสวัสดิภาพของการทำงานข่าวภาคสนามในการลงไปหาข้อเท็จจริง” พงศ์พิพัฒน์ กล่าว

ด้าน อัญชัญ อันชัยศรี Digital Journalist สำนักข่าว Workpoint Today กล่าวว่า ตัวเองเกิดในยุคอนาล็อกแต่ทำงานในยุคดิจิทัล พบความแตกต่างในการ “ดันเพดาน” ข่าวสารในบางเรื่อง แต่ผลคือสื่อหลายสำนักถูกฟ้อง ไปจนถึงมีการติดตามข่มขู่ผู้สื่อข่าวและสำนักข่าว ซึ่งไม่สามารถนิยามว่าเป็นการจำกัดสิทธิหรือไม่ หรือในความเป็นจริงแล้วสื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวหรือไม่ ทั้งนี้ เมื่อนำเสนอข่าวออกไปแล้วสื่อก็ต้องรับผลที่ตามมา ส่วนอนาคตของสื่อจะไปในทิศทางใด ก็ต้องบอกว่าไม่สามารถคาดเดาได้ โดยเฉพาะทิศทางความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ซึ่งก็เป็นความท้าทายของสื่อมาก

“เรายังมีความหวังกับการเป็นสื่อที่มีคุณภาพ สื่อที่มีเสรีภาพ รู้สึกว่ายังมีความหวัง โดยในช่วงอายุงาน 3 ปีเรายังมีความหวังอยู่ แต่เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่ค้นหาอยู่ว่าความหวังนั้นมันจะไปอย่างไร มันจะมีวิธีแบบไหน มีโมเดลหรือเปล่า หรือมันจะต้องทำอย่างไร คือมันมีความหวังแต่เราไม่รู้วิธีการมันเลย เพราะมันไม่มีอะไรตายตัวรูปแบบเบ็ดเสร็จเลย แต่สิ่งที่จะเป็นแรงผลักดันพาสื่อไปได้ไกล มองว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับนักข่าวคือการมีทีมงาน มีบรรณาธิการ หรือ บก. ที่ช่วยมองประเด็นการนำเสนอข่าวที่รอบด้าน” อัญชัญ กล่าว

ปิดท้ายที่ คุณากร ตันติจินดา นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) กล่าวว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ทำให้ปัจจุบันทุกคนเป็นสื่อได้ด้วยตนเอง และแม้พัฒนาการของเสรีภาพสื่อจะมีขึ้นมีลงแล้วแต่ยุคสมัย แต่สิ่งที่เหมือนกันทุกยุคคือคู่ขัดแย้งจะเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐ รวมถึงเรื่องสิทธิและเสรีภาพ แม้จะเป็นยุคหลัง ๆ ที่ดูผิวเผินสื่อจะมีเสรีภาพมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงรัฐยังพยายามหาทางควบคุมสื่อเพียงแต่ยังตามไม่ทัน เมื่อเทียบกับในอดีตที่สื่อมีจำนวนน้อยจึงถูกรัฐควบคุมได้ง่าย

แต่อีกด้านหนึ่ง ด้วยความที่สื่อมีจำนวนมากและกระจายจนไม่สามารถควบคุมได้ทำให้พบปัญหาความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร รวมถึงประเด็นจรรยาบรรณสื่อ เพราะทุกคนสามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้านนิเทศศาสตร์หรือวารศาสตร์ศาสตร์ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีสิทธิเสรีภาพก็ไม่สามารถมีข้อมูลที่ถูกต้องได้เพราะจะมีเพียงข้อมูลด้านเดียว โดยสรุปคือขณะนี้เราเดินมาแล้วครึ่งทาง เริ่มมีสิทธิเสรีภาพ แต่ที่ต้องเดินต่อไปอีก คือ เรื่องความถูกต้องของข้อมูลและจรรยาบรรณสื่อ

“ความแตกกระสานซ่านเซ็นจนไม่มีใครควบคุมไม่ได้ และความประหลาดของมัน คือ เป็นการกระจายแต่ขณะเดียวกันก็รวมศูนย์ด้วย เรามีสิ่งที่เรียกว่า Echo Chamber (ห้องเสียงสะท้อน) คือตอนนื้ทุกคนกระจายจริง ทุกคนมีสื่อเป็นของตัวเองก็จริง แต่บังเอิญการที่ทุกคนสามารถพูดได้มันดันรวมคนที่พูดเหมือน ๆ กันเข้ามาหาจุดเดียวกัน มันเลยเป็นอีกความน่ากังวลที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ถ้าเราย้อนกลับไป หลัง 14 ตุลา ไม่นานก็มี 6 ตุลา เราจะพบว่าสื่อเป็นกลไกสำคัญในการนำไปสู่เหตุการณ์เหล่านั้น เราคงไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก Echo Chamber อีก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แม้แต่ประเทศที่ดูจะพัฒนาแล้ว หลาย ๆ ประเทศเขาก็มีปัญหาเรื่อง Echo Chamber ด้วยเช่นกัน” คุณากร กล่าว

ในช่วงท้าย ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ รองประธานคณะทำงานคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เป็นผู้กล่าวปิดงาน ระบุว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมเห็นคุณค่าของเสรีภาพสื่อซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนคุณภาพสื่อแม้จะเป็นสิ่งที่คาดหวัง แต่การคาดหวังโดยไม่ช่วยกันดูแลให้สื่อมีเสรีภาพย่อมไม่อาจคาดหวังได้ เสรีภาพสื่อจึงมาพร้อมกับคุณภาพสื่อ ทั้งนี้ ในยุค 14 ตุลา นั้นเป็นยุครัฐบาลทหารประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่ปัจจุบันเราก็ยังแสวงหาแสวงหาประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่มาจากประชาชนและฟังสียงประชาชน

“วงสนทนานอกจากพูดถึงว่าเราต้องช่วยกันดันเสรีภาพสื่อให้สูงเต็มเพดานให้ได้ แล้วก็ช่วยกันดึงคุณภาพของสื่อ แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือ ในการพูดคุยของคนต่างรุ่น จากเบบี้บูมเมอร์ เอ็กซ์ วาย มาจนถึงรุ่นเล็กที่สุด สิ่งที่มองในตอนท้ายก็คือมันเป็นความท้าทาย ความตื่นเต้น แล้วก็มีความหวัง แล้วภายใต้ความหวังนั้นเห็นคุณค่าการทำงานเชื่อมต่อกันระหว่างคนต่างรุ่น” ผศ.ดร.เอื้อจิต กล่าว

นอกจากนั้นยังมีการร่วมประกาศเจตนารมณ์ “สิทธิการสื่อสารในสังคมไทย ในวาระ 50 ปี 14 ตุลา 16” ว่า เสรีภาพสื่อ และ สิทธิการสื่อสารของพลเมือง เป็นหนึ่งในหลักการสิทธิมนุษยชนสากล เป็นสิ่งที่สื่อและสังคมต้องการ ดังที่นักวิชาชีพสื่อ และประชาชนไทย ได้รวมพลังต่อสู้เรียกร้อง จากรัฐอำนาจนิยม โดยเฉพาะใน เหตุการณ์ 14 ตุลาคมปี 2516 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการรวมพลังของ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน เพื่อเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ

เวลาผ่านมาห้าทศวรรษ สิทธิเสรีภาพของสื่อและประชาชน ได้รับการรองรับในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลายฉบับ ในภาพรวม สื่อมวลชนมีสิทธิเสรีภาพเพิ่มขึ้น โดยลำดับ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัด ทั้งในตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้ ที่ประเด็นด้านหลักนิติธรรม รวมถึงจริยธรรมของสื่อมวลชน ยังเป็นความคาดหวังจากสังคม ควบคู่กับการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชน อีกทั้งในยุคดิจิทัล สื่อสังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ประชาชนใช้ในการเผยแพร่เนื้อหาเช่นเดียวกับสื่อมวลชนบ่อยครั้ง การสื่อสารออนไลน์ ทำให้เกิดความสับสน ความเข้าใจผิด ความเกลียดชัง จนเป็นความท้าทายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลข่าวสาร ที่ไหลเวียนในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นยุค 14 ตุลา 2516 หรือยุคตุลาคม 2566 สังคมยังปรารถนาให้สื่อมวลชนทำหน้าที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง (accuracy) บนฐานของความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย (Fairness) เพื่อช่วยลดช่องว่างทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ลดความขัดแย้งเกลียดชังกัน รวมทั้งยังคาดหวัง ความน่าเชื่อถือจากสื่อมวลชน การเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน และ การตรวจสอบถ่วงดุลกับอำนาจรัฐ

ในขณะเดียวกัน แม้ผู้บริโภคสื่อในยุคนี้มีทางเลือกในการรับสารและการสื่อสารที่หลากหลาย แต่ผู้บริโภคก็จำเป็นต้องพัฒนาความรู้เข้าใจ ความเท่าทันข้อมูลข่าวสาร ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการไม่ส่งต่อข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อตนเองและสังคม ในวาระการรำลึกครบรอบ 50 ปี 14 ตุลาคม ในปีนี้เราขอแสดงเจตนารมณ์ต่อทุกภาคส่วน ดังนี้

– สิทธิเสรีภาพสื่อ เป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ขอให้รัฐบาล องค์กรกำกับดูแล หน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นหน้าที่ในการคุ้มครอง สนับสนุน การทำงานของสื่อมวลชน และภาคประชาสังคม ในการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างตรงไปตรงมา ภาครัฐต้องให้อิสระในการทำหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับสื่อและการสื่อสาร เช่น กสทช. รวมทั้งองค์กรด้านวิชาชีพสื่อมวลชน
– ขอให้สื่อมวลชนทุกแขนง รวมถึงผู้มีบทบาทการสื่อสารในโลกออนไลน์ (Key Opinion Leaders/ Influencers/ Content Creators) ยึดมั่นในแนวปฏิบัติเชิงจริยธรรม ในการนำเสนอข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือนข้อมูลที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ เคร่งครัดแนวทางในการกำกับดูแลตนเอง และ กำกับดูแลกันเอง เพื่อธำรงคุณค่าความหมายของเสรีภาพ ที่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ
– ขอให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อ ทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม ในการวางแนวทางกำกับดูแลเนื้อหาที่อยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ตามแนวทางของมาตรฐานชุมชน (Community Standard) บนหลักการธำรงสิทธิเสรีภาพ และ ความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน เพื่อลดทอนความรุนแรงและความเกลียดชังในสังคม
– ขอให้ภาครัฐส่งเสริมนโยบายสาธารณะในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค สิทธิพลเมือง และ สิทธิการสื่อสารในยุคดิจิทัล อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสนับสนุนความเข้มแข็งของผู้บริโภค ด้วยการให้เข้าถึง การสื่อสาร และข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้น และมากขึ้น
– ขอให้มีการทบทวนกฎหมาย ประกาศ และกฎกติกาต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมสิทธิการสื่อสาร รวมถึงกลไกที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสื่อมวลชนและการสื่อสาร โดยกลไกรัฐสภา บนฐานของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน รวมทั้งการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ด้วยกลไกของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มีตัวแทนมาจากประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพ และการกระจายอำนาจ ทั้งในมิติการปกครองท้องถิ่น และสิทธิการใช้คลื่นเพื่อสื่อภาคประชาชน สื่อของชุมชน ทั่วประเทศ

แหล่งที่มา

Scroll to Top