Josh Hartnett ชายผู้ปฏิเสธบท Batman และ Superman เพราะขี้เกียจ โดย ตั๋วร้อนฯ

Josh Hartnett ชายผู้ปฏิเสธบท Batman และ Superman เพราะขี้เกียจ โดย ตั๋วร้อนฯ

ยุคหนึ่งมีคนบอกว่า Josh Hartnett ตกต่ำจนต้องไปเล่นหนังเกรด B จากค่ายเล็กอย่าง Bunraku (2010) แต่น้อยคนจะรู้ว่านั่นคือทางที่ตัวเขาเป็นคนเลือกเอง แต่เพราะภาพจำของเขาในเวลานั้นในสายตาผู้คน อาจจะเห็นว่าเขาเคยอยู่จุดสูงสุดมาก่อน เป็นพระเอกที่อยู่ในหนังฟอร์มดีมากมาย ด้วยวัยที่ยังหนุ่มแน่น แต่ทำไมกราฟการทำงานเขาถึงได้ดิ่งลงหนักขนาดนั้น

ด้วยความหล่อเหลาที่มาพร้อมกับความสูง 190 ซม. บวกกับฝีมือการแสดงที่ทรงสเน่ห์จากหนังเขย่าขวัญวัยเรียน The Faculty (1998) และภาคต่อหนังสยองในตำนานอย่าง Halloween H20: 20 Years Later(1998) ทำให้ Josh Hartnett เคยถูกวางให้เป็นว่าที่เจ้าชายแห่งฮอลลีวู้ด เหตุเพราะมีข้อเสนอดาหน้าเข้ามามากมายในหนังดังจากหลายๆสตูดิโอ แน่นอนว่าเขาเคยลองสวมหัวโขนเจ้าชายแห่งวงการมาแล้วจากการรับบทนำใน Pearl Harbor หรือ Black Hawk Down แล้วก็ได้ค้นพบว่ามันไม่เวิร์คเท่าไหร่นัก จุดขาดสะบั้นกับหนังตลาดฟอร์มยักษ์อยู่ตอนที่เขารับเล่นหนัง Hollywood Homicide(2003) คู่กับดารารุ่นใหญ่อย่าง Harrison Ford แล้วเกิดความบาดหมางกันอย่างรุนแรงถึงขั้นไม่มองหน้ากันในกอง แต่ในบททั้งคู่ต้องเล่นเป็นคู่หูกัน มันจึงออกมาแห้งแล้ง ไร้ชีวิตชีวาและเคมีที่เข้ากัน จนมันกลายเป็นหนังคว่ำในปี 2003

Josh Hartnett

แต่ราศีความเป็นดาวของเขายังคงเปล่งประกาย เพราะทาง Warner Bros. ที่กำลังพัฒนาบทหนัง Superman: Flyby ที่จะกำกับโดยผู้กำกับ JJ Abrams ก็ได้แสดงเจตนาอยากได้ Josh Hartnett มารับบทนำ ถึงขั้นที่ว่าได้ลองสวมชุดไปแล้ว(มีดาราอีกหลายคนที่ได้ลองสวมเพื่อออดิชั่น) แต่โปรเจกต์ก็ถูกยกเลิกไปในที่สุด จนกระทั่งผู้กำกับคนดัง Christopher Nolan ได้อ้อนวอนให้เขามาร่วมคัดเลือกบท Batman สวมหน้ากากหูแหลมให้ที แต่เขาปฏิเสธมันอย่างไร้เยื่อใย จากนั้นก็เป็น Brett Ratner ผู้กำกับ Rush hour ที่ตอนนั้นกำลังมีโครงการจะทำ Superman ภาคใหม่ ซึ่งก็ยื่นข้อเสนอมาให้เขาไปสวมกางเกงในแดง(ไว้ข้างนอก) ทว่า Josh Hartnett ก็โชว์ติสท์แตกด้วยการปฏิเสธเงินราว 72 ล้านเหรียญสหรัฐฯ(จะเซ็นล่วงหน้าหลายภาค) ท่ามกลางความอึ้งกิมกี่ของทั้งผู้สร้างและคนรอบกาย แล้วสุดท้ายเขาก็กระโจนใส่หนังทุนน้อยอย่าง Lucky Number Slevin และ The Black Dahlia ซึ่งเป็นหนังปี 2006 ทั้งสองเรื่อง และเรื่องอื่นๆใดๆที่ส่วนมากจะเป็นงานที่ไม่แมสสักเท่าไหร่ นั่นเกิดคำถามว่า Josh Hartnett บ้าไปแล้ว

Josh Hartnett

การปฏิเสธเข้าถ้ำค้างคาว กับ สวมกางเกงในแดง ครั้งนั้นเขาให้เหตุผลว่า “ผมอยากมีเวลาให้ครอบครัว และโคตรขี้เกียจที่จะต้องแบกรับจุดสูงสุดนั้นไว้” เงิน 72 ล้านเหรียญ กับการเซ็นสัญญาหนังล่วงหน้า 3 ภาค นั่นทำให้เขาจะต้องได้ไปปาร์ตี้ดื่มกินกับผู้บริหารหรือคนที่เขาไม่ได้อยากร่วมวงด้วย เพื่อขอให้พวกเขาจ้างงานเรื่องต่อๆไปแบบที่ชาวฮอลลีวู้ดชอบทำกัน เขาชอบสังสรรค์กับครอบครัวและเพื่อนฝูงมากกว่าพวกนายทุน เพราะหากเขารับบทเป็นฮีโร่สองตัวนี้ แน่นอนว่าชีวิตส่วนตัวของเขาจะต้องหายไปทันที และเขายังได้เคยออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ขอบคุณพระเจ้าที่ผมไม่ได้สวมกางเกงในรัดรูปนั่นใน Superman: Flyby ”

กับ Superman นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาปฏิเสธ เพราะในยุค Man of steel ทาง Warner Bros. ก็ได้ยื่นข้อเสนอให้เขามาสวมผ้าคลุมแดงเช่นกัน(เพราะเวอร์ชั่นนี้ไม่มีกางเกงในแดงแล้ว) แต่เขายืนยันคำเดิมว่า ไม่!! เขาคิดว่ามีตัวละครอีกมากมายที่รอให้เขาไปสวมบทบาท ไม่ใช่ถูกผูกมัดยึดติดแค่บทใดบทเดียว โดยเฉพาะหนังซูเปอร์ฮีโร่ ซึ่งเป็นงานที่นักแสดงทุกคนในวงการอยากคว้าไว้ แต่เขากลับวิ่งหนีมัน

Josh Hartnett

หลายปีผ่านไป Christopher Nolan ก็ได้ร่วมงานกับ Josh Hartnett สมใจอยากในหนัง Oppenheimer ของเขา อันที่จริงหากย้อนกลับไปเมื่อคราวที่ Jonathan Nolan ผู้น้อง กำลังพัฒนาบทหนัง The Prestige ร่วมกับ Christopher Nolan ก็เป็น Josh Hartnett นี่เองที่เกือบได้แสดงในหนังมายากลซ่อนเงื่อนเรื่องนั้น แต่มีข้อแม้ว่าหากเขายอมมาออดิชั่นบท Batman พวกเขาจะพิจารณา Josh Hartnett ในบทนำ สองพี่น้อง Nolan ได้เอาโครงสร้างบทให้เขาอ่านแล้วกำชับอย่างหนักแน่นว่า ถ้านายเข้าถ้ำค้างคาว นายจะได้เล่นมายากลในหนังเรื่องนี้แน่นอน ก็ด้วยความที่เป็น Josh Hartnett นั่นเอง เขาจึงปฏิเสธมัน แม้จะชอบบทหนังมายากลเรื่องนั้นมากก็ตาม แต่เขาก็ยอมรับว่าแอบเสียดายที่ไม่ได้นำแสดงใน The Prestige

ในวัย 45 ปี ความคิดเขาไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แต่เขาก็ได้ร่วมงานกับ Christopher Nolan จนได้ในหนังที่ตัวเขาเองคิดว่ามันคือหนังจริงๆอย่าง Oppenheimer ในบทบาท Ernest Lawrence นักฟิสิกส์ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 1939 เขาดูดีสมวัยเลยทีเดียว ทำให้แอบนึกไปถึงดารารุ่นใหญ่อย่าง Richard Gere แต่ที่แน่ๆ ใครถามหาและบอกว่าเขาตกอับหรือน่าเสียดายที่เขาควรดังกว่านี้ ต้องขอบอกว่า นี่แหละคือเส้นทางที่เขาเลือกมันเองกับมือ

Josh Hartnett

หลังจาก Oppenheimer ประสบความสำเร็จทั้งใน Box office และบนเวทีรางวัลมากมาย ทีมนักแสดงในเรื่องล้วนมีข้อเสนอมากมายยื่นเข้ามา รวมถึงตัว Josh Hartnett เองด้วย แต่เราก็ต้องมาลุ้นกันว่าเขาจะยังคงเป็นชายติสท์แตกอยู่ หรือจะใช้วัย 45 ของเขาให้เป็นประโยชน์กว่านี้ เพราะเขาเป็นนักแสดงที่ขึ้นกล้องทุกองศาไม่ว่าจะรับบทอะไรก็ตาม

โปรเจกต์หลังจากนี้ของ Josh Hartnett คือ The Last Draw of Jack of Hearts ของผู้กำกับ Guy Moshe ที่เคยกำกับเขาใน Bunraku อีกโปรเจกต์คือหนังแอ็คชั่นระทึกบนเครื่องบิน Fight or Flight ที่เขาต้องรับบททหารรับจ้างที่ต้องคุ้มกันเป้าหมายที่มีคนจ้องจะฆ่าเธออยู่เต็มลำเครื่องบิน และโปรเจกต์สุดท้ายคือ Trap หนังสยองขวัญของผู้กำกับ M. Night Shyamalan ที่ทำให้ Warner Bros. Pictures ซึ่งถือเป็นโปรเจกต์ที่น่าจับตาในการกลับมารับบทนำของ Josh Hartnett ครั้งนี้



แหล่งที่มา

Scroll to Top